เมื่อจักรวาลกำลังเผชิญกับภัยร้ายอันเป็นผลมาจากการทดลองลึกลับของ คลิฟฟอร์ด แมคไบร์ด (ทอมมี ลี โจนส์)นักวิทยาศาสตร์ที่หายตัวไปกว่า 30 ปี ทำให้ รอย แมคไบร์ด (แบรด พิตต์) นักบินอวกาศลูกชายของเขาต้องออกเดินทางฝ่าอันตรายนานับประการเพื่อยับยั้งมหันตภัยครั้งใหญ่ที่กำลังก่อตัว

แม้ตัวอย่างหนังจะพยายามขายฉากแอ็คชั่นตะลุยอวกาศกันแบบตูมตามหวังโกยเงินกันเต็มที่ แต่เนื้อแท้แล้วหนังของ เจมส์ เกรย์ ผู้กำกับที่เคยดังจากหนังแก๊งสเตอร์อย่าง Little Odessa และ We Own The Night กลับมุ่งสำรวจจิตใจของตัวละครอย่าง รอย แมคไบร์ด ที่มีปมเรื่องพ่อกับการสำรวจอวกาศที่ทิ้งบาดแผลในจิตใจของเขาจนภารกิจตะลุยดาวกลายเป็นการตามหาคำตอบที่ค้างคาในใจมาตลอด  30  ปี ซึ่งต้องยอมรับว่าเนื้อเรื่องและการนำเสนอในส่วนนี้ เจมส์ เกรย์ แทบจะลอกสไตล์การเล่าเรื่องของ เทอร์เรนซ์ มาร์ลิค มาชัดมาก ยิ่งพอได้แบรด พิตต์มาเล่น ภาพของ Tree of Life ก็แจ่มชัดขึ้นมาทีเดียวจนอาจทำให้คนที่คาดหวังมาดูหนังไซไฟแอ็คชั่นตะลุยอวกาศเหวอปนหาวหวอดๆได้เหมือนกัน ที่สำคัญดราม่าพ่อลูกในเรื่องยังบางเบาเกินกว่าเราจะเชื่อหรืออินตามตัวละครไปได้

แต่กระนั้นเกรย์เองก็เหมือนรู้ตัวว่ากำลังทำหนังไซไฟอวกาศอยู่ก็เลยใช้บริการ ฮอยต์ ฟาน ฮอยเตมา ที่เคยถ่าย Interstellar ให้เสด็จพ่อโนแลนมาก่อนมารับผิดชอบในส่วนงานภาพ แต่ปัญหาก็ตามมาอีกนั่นแหละ เพราะภาพอวกาศของหนังก็ไม่ได้หนีจาก Interstellar นัก มิหนำซ้ำยังมีภาพบางส่วนไปคล้ายคลึงกับ Gravity หนังไซไฟอวกาศดีกรีออสการ์ ยังไม่พอเกรย์เหมือนกลัวหนังตัวเองจะดูอาร์ตไปถึงขั้นเอาใจคนดูด้วยการใส่ฉากสยองขวัญที่อยู่ๆก็ใส่มายังทำให้นึกถึงงานคลาสสิกทั้ง Alien และ Event Horizon ไม่น้อยรวมถึงใส่ฉากแอ็คชั่นแบบไม่สนที่มาที่ไปอยู่ดีๆก็มีการปล้นชิงกันบนดวงจันทร์ซึ่งแม้จะไม่ค่อยเข้ากับเนื้อหาในภาพรวมนักแต่อย่างน้อยก็ช่วยปลุกคนดูจากอาการง่วงหงาวหาวนอนในส่วนพระเอกพร่ำพรรณนาได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

ข้อสังเกตสำคัญสำหรับคนที่ผ่านตาหนังไซไฟอวกาศยุค 90 มาก่อนคงหนีไม่พ้นการแคสติงบรรดานักแสดงที่เคยเล่นหนังไซไฟอวกาศมาก่อนทั้ง ทอมมี ลี โจนส์ และ โดนัลด์ ซุตเธอร์แลนด์ จาก Space Cowboy  หรือ ลิฟ ไทเลอร์ จาก Armageddon ที่มาร่วมจอกับ แบรด พิตต์ ที่ไม่เคยสวมชุดอวกาศมาก่อนแบบพยายามบอกเป็นนัยอ้อมๆว่า AD Astra จะพยายามสร้างภาพของหนังอวกาศที่แตกต่างจากรสชาติที่คุ้นเคย ซึ่งก็ยอมรับในความใหม่ของหนังที่แม้จะมีกลิ่นงานดังๆอยู่บ้าง แต่อย่างว่ารสชาติใหม่นี้ก็อาจไม่ได้ถูกใจคนดูทุกคนเท่าไหร่นัก.

อย่างที่บทความในแบไต๋ก่อนหน้านี้เคยพูดถึงที่มาของชื่อเรื่อง AD Astra ไว้ว่ามาจากวลีดังที่กลายเป็นคำขวัญประจำกองทัพอากาศหลายประเทศอย่าง Per aspera ad astra ที่กล่าวถึงการตะลุยความยากลำบากไปสู่ดวงดาว ซึ่งนอกจากจะกล่าวถึงภารกิจของพระเอกแล้ว ยังอาจหมายถึงความยากลำบากของคนดูในการทำความเข้าใจกับหนังที่บอกตรงๆเลยว่าเป็นหนังที่ดูไม่ง่ายเท่าใดนัก